Ecom Way,

การเติบโตของตลาด E- Commerce ในจีนที่มาพร้อมอวสานของห้างสรรพสินค้า

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด E- Commerce ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่ออย่างรุนแรง (Disrupt) ต่อธุรกิจดั้งเดิมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านออนไลด์มีสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของห้างสรรพสินค้า

 

นับตั้งแต่อาลีบาบาผงาดขึ้นเป็นอี-คอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของจีน และมีแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ผุดขึ้นจำนวนมาก บรรดาห้างสรรพสินค้า และร้านต่าง ๆ ในจีนล้วนได้รับผลกระทบเนื่องจากจำนวนลูกค้าหดหายไปอย่างเห็นได้ชัด อาทิ ศูนย์การค้า Saite Shopping Center ที่เปิดบริการตั้งแต่ปี 1992 หรือ 27 ปีก่อนได้ขึ้นป้ายตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประกาศลดราคาสินค้าเพื่อปิดกิจการ

Saite Shopping Center เป็นห้างร่วมทุนระหว่างหุ้นส่วนในจีน กับเยาฮัน ค้าปลีกจากญี่ปุ่นที่ธุรกิจล้มละลายช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจโลกแตกเมื่อปี 1997 แม้เยาฮันจะถอนตัวไปแล้ว แต่ห้างก็ยังอยู่ได้ แถมเติบโตด้วยดีมีร้านค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศมาเปิดจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น จำนวนคนเดินห้างลดน้อยลง ยอดขายก็หดหายตามไปด้วย ห้างไหนสายป่านยาวก็ยังพอประคองตัวต่อไปได้ แต่ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งรวมถึง Saite Shopping Center ต้องยกธงขาวยอมแพ้ ห้างถูกปิดและขายต่อให้กับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่จะเข้ามาดูแลต่อไป

 

ช่วงเวลาเดียวกับที่ Saite Shopping Center ปิดกิจการ ศาลในจีนก็มีคำสั่งให้ประมูลขายห้างสรรพสินค้าเทียนเฉียวเพื่อชำระหนี้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ห้างเทียนเฉียวที่มีความหมายว่าสะพานสวรรค์นี้เปิดบริการเมื่อปี 1953 หรือ 66 ปีที่แล้ว และกลายเป็นบริษัทแรกของจีนที่เปิดให้มีการถือหุ้นเมื่อปี 1984 การประกาศขายกิจการของห้างเทียนเฉียวครั้งนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากราคาประมูลเริ่มต้นที่ 65 ล้านเหรียญที่ถือว่ายังสูง

ในขณะที่หลายห้างเลือกปิดกิจการ และขายทอดตลาด แต่ ห้างสรรพสินค้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง อิโตะ-โยคาโดะที่เข้ามาทำธุรกิจในปักกิ่งตั้งแต่ปี 1998 กลับใช้วิธีปรับกลยุทธ์ ปรับตัว ผู้บริหารห้างกล่าวว่าหากยังดำเนินธุรกิจแบบเดิม ๆ ก็จะไม่สามารถรับมือกับอี-คอมเมิร์ซได้ จึงต้องผันพื้นที่ห้างให้เป็นศูนย์รวมการทำกิจกรรมด้านต่าง ๆ เพื่อดึงคนเข้าห้างแทนที่จะใช้พื้นที่เพื่อเปิดร้านค้าเพียงอย่างเดียว

ในอดีต อิโตะ-โยคาดะเคยประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถขยายห้างได้ถึง 9 สาขาในกรุงปักกิ่งเมืองเดียว แต่หลังจากประสบปัญหา จำนวนลูกค้าเดินห้างลดลงเหลือแค่วันละ 5,000-6,000 คน และ 60% ของลูกค้าอยู่ในวัย 40-50 ปี ส่งผลให้ทางห้างทยอยปิดกิจการเกือบทั้งหมด ปี 2017 ก็เหลือเพียงสาขาเดียว โดยมีการปรับพื้นที่ให้เป็นสถานออกกำลังกาย เพิ่มเก้าอี้ในห้างเกือบ 500 ที่นั่งตามจุดต่าง ๆ เพื่อเอาใจลูกค้าจะได้นั่งพักระหว่างเดินช้อป

 

นอกจากนั้น ยังได้เชิญร้านเครื่องดื่มดัง ๆ มาเปิดสาขาเพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าวัยรุ่นให้เข้าห้าง การปรับกลยุทธ์ของอิโตะ-โยคาเดะเห็นผล แม้พื้นที่การใช้งานของห้างจะหายไป 40 เปอร์เซนต์ แต่ทราฟฟิกหรือจำนวนคนเข้าห้างเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว โดย 65 เปอร์เซนต์ของลูกค้าที่มาเดินห้างอยู่ในวัย 20-30 ปี ยอดการซื้อในห้างก็เพิ่มขึ้นเช่นกันประมาณ 10 เปอร์เซนต์

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารอิโตะ-โยคาเดะยอมรับว่าแม้ภาพรวมของทางห้างในขณะนี้จะดูเหมือนดีขึ้น ลูกค้าเข้าห้างเยอะก็จริง แต่กว่าครึ่งไม่เดินเข้าร้านค้าต่าง ๆ เพื่อซื้อของ ทีมผู้บริหารจึงกำลังพยายามหาทางทำอย่างไรให้ลูกค้าซื้อของในร้านมากขึ้น บริษัทจะสามารถหยุดการไหลของเลือดอันเกิดขึ้นเพราะผลกระทบจากช้อปปิ้งออนไลน์ได้หรือไม่นั้นจะเป็นอีกดัชนีหนึ่งที่วัดชะตากรรมของห้างต่าง ๆ และร้าค้าปลีกในจีน

สำหรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ ผลการสำรวจ  IPC Cross-Border E-Commerce Shopper Survey ที่รวมผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงในจีน เกาหลีใต้ อินเดีย และฮ่องกง พบความแตกต่างอย่างมากเกี่ยวกับพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในเอเชียและที่อื่น

โดยเฉลี่ยตลาดอี-คอมเมิร์ซเอเชียมีการพัฒนากว่าตลาดภูมิภาคอื่น กลุ่มผู้บริโภคก็มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้บริโภคในยุโรปหรืออเมริกา ผู้บริโภคเอเชียนิยมช้อปผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา และการส่งสินค้าในช่วงวันหยุดหรือช่วงเย็นนอกเวลาทำการถือเป็นเรื่องปกติ การช้อปผ่านสมาร์ทโฟนได้รับความนิยมมาก โดย 52 เปอร์เซนต์ของการช้อปออนไลน์ในเอเชียเป็นการช้อปผ่านสมาร์ทโฟน ในไทยและอินโดนีเซียนั้นสูงถึง 67 และ 66 เปอร์เซนต์ตามลำดับ

ส่วนการชำระค่าสินค้า ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นิยมจ่ายผ่านบัตรเครดิต ส่วนในฟิลิปปินส์นิยม COD (cash on delivery) หรือบริการเก็บเงินค่าสินค้าปลายทาง นอกจากนั้น ลูกค้าในเอเชียยังนิยมสั่งซื้อสินค้าข้ามพรมแดนจากจีนและสหรัฐฯ รองลงมาคือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย โดยเฉลี่ย 3 ประเทศที่ลูกค้าเอเชียสั่งซื้อสินค้ามากที่สุดคือจีน สหรัฐฯ และอังกฤษ และแพลทฟอร์มซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ได้แก่ อเมซอน อาลีบาบา/อาลีเอ็กซ์เพรส และลาซาด้า

 

อ้างอิง

www.ipc.be/news-portal/e-commerce/2019/04/11/09/37/online-shoppers-in-asia-give-a-glimpse-of-an-e-commerce-future

https://asia.nikkei.com/Business/Business-trends/Online-shopping-wreaks-havoc-on-Chinese-department-stores

Recent

อีคอมเมิร์ซยิ้มส่งนอกประหยัดได้มากขึ้น ePacket ขยายเพิ่ม 5 ประเทศปลายทาง

ไปรษณีย์ไทยดันต่อบริการน้องใหม่ ePacket ส่งพัสดุไปต่างประเทศราคาประหยัด เปิดเพิ่ม 5 ประเทศฮอตฮิต

เปิด 4 ทางเลือกรับของส่งทางไปรษณีย์ ตอบโจทย์ไม่อยู่บ้านไม่มีเวลาก็รับได้

ไปรษณีย์ไทยเพิ่มความสะดวกในการรับสิ่งของด้วยบริการรอจ่ายเลือกได้ 4 แบบ ทั้งจากผู้ส่งและผู้รับ

ไปรษณีย์ไทย ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานพร้อมสรุปสาระดีๆที่ได้จากงาน

เคียงคู่ผู้ลงมือทำ EP.1 เคลียร์คำถามคาใจ ขายออนไลน์ให้ปัง

Podcast

แปดบรรทัดครึ่ง

แปดบรรทัดครึ่ง EP127 – บริษัทคอมที่แกร่งที่สุดในปฐพี

Thailandpost Admin

แจก 3 โปรแกรมตัดต่อฟรี