Fin Coach,

อัปเดตครบเครื่องเรื่องภาษีออนไลน์ที่คนค้าขายออนไลน์ต้องอ่าน

รายได้เท่าไหร่ หรือจำนวนยอดโอนทางบัญชีกี่ครั้งถึงจะเข้าข่ายต้องเสียภาษี เข้าระบบภาษีแล้วกระทบกับกำไรหรือไม่ ภาษีออนไลน์เรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องเข้าใจได้ค้าขายแบบไม่ต้องกังวล

เรื่อง   กองบรรณาธิการ

 

 

ใกล้สิ้นปีอีกหนึ่งภารกิจสำหรับพลเมืองดีคือ การเตรียมตัวเสียภาษี แต่เชื่อว่ายังมีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อย ที่ยังขาดความเข้าใจหรือยังมีคำถามที่ค้างคาใจว่า การเสียภาษีออนไลน์ต้องทำอย่างไรบ้าง PostConnex พาไปหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาด้านการเงิน บัญชี ภาษี อภิวัฒน์ หวังมีชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีภาษี และผู้ก่อตั้งบริษัท บนกองเงินกองทอง จำกัด ได้อธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายว่า การขายของออนไลน์ก็เปรียบเสมือนการเปิดร้านขายของทั่วไปที่จะต้องเสียภาษีในสองรูปแบบคือ แบบบุคลคลธรรมดาและแบบที่จดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล (กรณีที่ร้านค้าออนไลน์มีการจดทะเบียนเป็นบริษัท)

 

มีสองโปรให้เลือกจ่าย

            เมื่อการขายของออนไลน์กลายเป็นอาชีพยอดนิยมที่ทำให้หลายคนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ขณะที่บางคนเพิ่งเริ่มออกสตาร์ทมีรายได้เพียงน้อยนิด บางคนอาจเป็นเพียงมือสมัครเล่น ทางกรมสรรพากรกำหนดไว้ว่าถ้าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 1.5 แสนบาทจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าหากมีรายได้เกิน 1.5 แสนบาทจะมีอัตราการเสียภาษีดังนี้

 

ส่วนวิธีการชำระภาษี ทางกรมสรรพากรก็จะมีวิธีการเสียภาษีให้เลือกสองรูปแบบคือ

  1. เหมาค่าใช้จ่าย 60% ของยอดขายทั้งปี (มักใช้กับร้านค้าที่ไม่มีการเก็บเอกสารหรือบิลค่าใช้จ่าย)

วิธีการคำนวณภาษีคือ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย

ยกตัวอย่างนาย A มีรายได้จากการขายของออนไลน์ 1,000,000 บาท คิดภาษีด้วยการเหมาจ่าย 60% เท่ากับค่าใช้จ่าย 600,000 บาท มีค่าลดหย่อนจากช็อปช่วยชาติ 15,000 บาท คิดเป็นจำนวนเงินคือ (1,000,000 – 600,000 – 15,000) = รายได้สุทธิ 385,000 บาท จากนั้นนำรายได้สุทธิไปเทียบกับตารางอัตราภาษี

  1. หักค่าใช้จ่ายตามจริง กรณีนี้ต้องมีเอกสาร บิลค่าใช้จ่ายแสดงอย่างชัดเจน

 

ภาษีอีเพย์เมนต์บังคับใช้แล้ว

หากใครที่คิดจะเลี่ยงภาษีก็อยากให้ตระหนักให้ดี อาจได้ไม่คุ้มเสียเพราะหลังจากที่มีการพูดถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาโดยตลอด ในที่สุดก็มีกฎหมายคลอดออกมาแล้วมีชื่อว่า ภาษีอีเพย์เมนต์ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 ใจความสำคัญคือ การกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ e-wallet ต้องรายงานข้อมูลผู้มีบัญชีธุรกรรมเฉพาะให้กรมสรรพากรทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยกำหนดให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมครั้งแรกต่อกรมสรรพากร ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 (นับข้อมูลครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงมีนาคม – 31 ธันวาคม 2562) โดยบัญชีธุรกรรมหรือข้อมูลที่ว่าคือรายการ “ฝากหรือรับโอน” ในแต่ละปีจะต้องเข้าเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

– ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป หรือ

– ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป โดยมียอดรวมทั้งปี 2 ล้านบาทขึ้นไป

 

ขั้นตอนการชำระภาษี

อภิวัฒน์ อธิบายต่อไปว่า มาถึงตรงนี้แม่ค้าออนไลน์อย่าเพิ่งตกใจ เพราะถ้าไม่อยู่ในเกณฑ์ข้างต้นก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่หากรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดก็ต้องเตรียมตัวสำหรับการเสียภาษี ดังนี้

  1. ต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง

(1) ยื่นภาษีสิ้นปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. ถัดจากปีที่มีรายได้ เป็นการนำรายได้ทั้งหมดที่ได้รับตลอดปี ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน โบนัส และรายได้จากการขายของออนไลน์ ไปยื่นพร้อมกัน

(2) ยื่นภาษีกลางปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.94 ในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. เป็นการนำรายได้ที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกไปยื่นภาษีก่อน (สิ้นปีต้องยื่นรวมกับรายได้ทั้งปีอีกครั้งด้วยแบบ ภ.ง.ด.90) แต่จะยื่นเฉพาะรายได้ 40(5) – 40(8) เช่น รายได้จากการขายของออนไลน์ ฯลฯ โดยไม่ต้องนำรายได้ 40(1) – 40(4) เช่น เงินเดือนหรือโบนัสที่ถือเป็นรายได้ 40(1) มายื่นภาษีกลางปี

  1. รวบรวมเอกสารการค้าและธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวข้อง

เพราะการนำรายได้จากการขายของออนไลน์ไปยื่นภาษีสามารถเลือก (1) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายใดๆ หรือ (2) หักค่าใช้จ่ายแบบตามจริง โดยต้องแสดงหลักฐานเอกสารค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการขายของออนไลน์นั้นๆ ดังนั้น หากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่า 60% ของรายได้ และมีหลักฐานประกอบ ก็สามารถรวบรวมเอกสารดังกล่าวเพื่อใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริงตอนยื่นภาษีได้

  1. ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ชัดเจน

นอกจากต้องรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังต้องจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ที่เกิดขึ้นจริงทุกครั้ง เพื่ออย่างน้อยจะได้ทราบสถานะการเงินที่แท้จริงของตนเอง ควรแยกบัญชีธนาคารเพื่อใช้ส่วนตัวและเพื่อทำธุรกิจออนไลน์ออกจากกัน

 

“การทำภาษีไม่ได้น่ากลัวแต่กลับส่งผลดีต่อแม่ค้าออนไลน์จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์รู้ต้นทุน กำไรที่แท้จริง รวมทั้งช่วยกำหนดราคาสินค้า เช่น บางคนมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องจดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉะนั้นการตั้งราคาสินค้าจะต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย นอกจากนี้คนที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท อาจมีทางเลือกใหม่คือ จดทะเบียนบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ฐานภาษีก็ถูกลง และยังสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น การอบรมสัมมนา มาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย และก็เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า”

การเสียภาษีออนไลน์ให้ถูกต้องตามกฎหมายนอกจากได้ความสบายใจแล้วอาจได้อะไรมากกว่าที่คิด

 

Recent

รวมเทคนิคทริคห่อของสำหรับจัดส่งแบบมืออาชีพ

ในยุคที่ทุกอย่างขายได้บนร้านค้าออนไลน์ ทักษะหนึ่งที่พ่อค้าแม่ออนไลน์พึงมีแล้วจะดีต่อธุรกิจคือ สกิลการห่อของให้ปลอดภัยคงสภาพเดิม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ร้านค้า และสร้างความประทับใจให้ผู้รับกลับมาเป็นลูกค้าซ้ำได้

เปิด 4 ทางเลือกรับของส่งทางไปรษณีย์ ตอบโจทย์ไม่อยู่บ้านไม่มีเวลาก็รับได้

ไปรษณีย์ไทยเพิ่มความสะดวกในการรับสิ่งของด้วยบริการรอจ่ายเลือกได้ 4 แบบ ทั้งจากผู้ส่งและผู้รับ

ไปรษณีย์ไทยส่งเทียนพรรษา 77 จังหวัดทั่วประเทศ

ร่วมบุญวันพระใหญ่ ไปรษณีย์ไทยจัดเต็มส่งต้นเทียนพรรษาพร้อมชุดเทียนและเงินบริจาคไปยัง 77 วัดทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในเดือนนี้

Podcast

แปดบรรทัดครึ่ง

แปดบรรทัดครึ่ง EP127 – บริษัทคอมที่แกร่งที่สุดในปฐพี

Thailandpost Admin

แจก 3 โปรแกรมตัดต่อฟรี